กระผมรักไมเคิล แจ็คสัน

อยากดูคอนเสิร์ต ครั้งที่มาเล่นเมืองไทย  เพื่อนๆหลายคนไปดูกัน

กระผมได้แต่อิจฉา  เนื่องจากสมัยก่อนไม่ค่อยมีเงินซักเท่าไหร่

ทุกครั้งที่มีงานมิวสิควิดีโอของไมเคิล  จะตื่นเต้นมากที่เห็นครั้งแรก

ผมคิดว่าไมเคิล เป็นมนุษย์ต่างดาวที่รักโลก เเล้วลงมาอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับโลก

แต่เค้าก็ไม่สามารถเข้ากับชาวโลกได้  แม้จะพยายามซักเท่าไหร่

ในที่สุดก็ต้องจากไป

สามสี่วันนี้นั่งหาเรื่องของไมเคิลทางเน็ต  นั่งอ่านไปเรื่อย  ดู youtube ไป น้ำตาซึมไป

ในยุคของเรา ได้มี ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ มาก  สุดท้ายก็จากไปก่อนเวลาเหมือนคนอื่นๆ

กระผมไปเจอในพันทิปมาขอรับเลยเอามาลง

 ไมเคิล ให้สัมภาษณ์ในรายการของ Oprah Winfrey เมื่อปี 1993 ว่าเขาเป็นโรคด่างขาว

"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American."

- Oprah Winfrey interview, 1993

แปล--ผม มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม  เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่  ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง


มีเรื่องที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องอื่นๆ  น่าสงสารมาก

Michael Jackson, the late King of Pop, in his own words:

I love ET 'cos it reminds me of me. Someone from another world coming down and you becoming friends with them and this person is, like, 800 years old and he's filling you with all kinds of wisdom and he can teach you to fly. That whole fantasy thing which I think is great. I mean, who don't wanna fly?"

- Smash Hits, 1983

ผมรักหนัง เรื่อง อีที  เพราะมันทำให้ผมนึกถึงตัวของผมเอง  เป็นใครคนหนึ่งจากโลกอื่น มายังโลกของเรา และมาเป็นเพื่อนกับเรา  เจ้าคนต่างดาวนี้แบบว่าแก่มาก มีอายุถึง 800 ปี  เขาเอาปัญญาต่างๆ มามอบให้คุณ  แล้วยังสอนคุณให้บินได้ด้วย  เป็นเรื่องในจินตนาการที่ผมคิดว่ายอดเยี่ยมมาก  ผมว่า ใครล่ะที่ไม่อยากบินได้

"I was so little when we began to work on our music that I don't remember much about it. When you're a showbusiness child people make a lot of decisions concerning your life when you're out of the room."

- autobiography Moonwalk, 1988

ผม ยังเล็กมากเมื่อผมเริ่มต้นทำงานดนตรี เล็กมากจนกระทั่งผมจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้  เมื่อคุณเป็นดาราเด็ก จะมีคนมาตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคุณให้กับคุณมากมาย ในขณะที่ตัวคุณเองอยู่นอกห้อง

"I believe I'm one of the loneliest people in the world."

- Moonwalk, 1988

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก

"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American."

- Oprah Winfrey interview, 1993

ผม มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม  เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่  ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง

"Wacko Jacko - where'd that come from? Some English tabloid. I have a heart and I have feelings. I feel that when you do that to me. It's not nice. Don't do it. I'm not a 'wacko'."

- Barbara Walters interview, 1997

แวคโค แจ๊คโค  คำนี้มาจากไหนนะ  จากพวกแทบลอยด์ใช่ไหม  ผมเป็นคนมีหัวใจ และมีความรู้สึก  ผมรู้สึกเจ็บเวลาคุณทำไม่ดีกับผม  มันไม่ดีเลย  อย่าเรียกผมอย่างนั้น  ผมไม่ใช่ ตัวประหลาด

"I'd slit my wrists rather than hurt a child. I could never do that. No one will ever know how much these wicked rumours have hurt me."

- Daily Mirror, 1999

ให้ผม เฉือนข้อมือตัวเองเสียดีกว่าที่จะทำร้ายเด็ก  ผมไม่มีวันทำร้ายเด็กเป็นอันขาด  ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือที่เลวร้ายพวกนี้ทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน

"My father was a management genius. But what I really wanted was a dad."

- Oxford Union speech, 2001

พ่อของผมเป็นผู้จัดการที่เก่งฉกาจ  แต่ผมต้องการ "พ่อ" ไม่ใช่ผู้จัดการ

"I see God in the face of children. If there were no children on this Earth, if somebody announced that all kids are dead, I would jump off the balcony immediately. I'm done."

- Martin Bashir documentary, 2003

ผม เห็นพระเจ้าในดวงหน้าของเด็กๆ  ถ้าในโลกนี้ไม่มีเด็ก  ถ้ามีใครซักคนประกาศว่าเด็กทั้งโลกตายหมด  ผมจะกระโดดตึกตายทันที  ผมจะไม่อยู่อีกต่อไป

"Why can't you share your bed? That's the most loving thing to do, to share your bed with someone. You say, 'You can have my bed if you want it. Sleep in it. I'll sleep on the floor. It's yours.' I always give the beds to the company."

- Bashir documentary, 2003

ทำไม เราจะให้คนอื่นนอนบนเตียงเราไม่ได้  การที่ให้คนอื่นนอนบนเตียงของเรามันเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดที่เราจะทำให้ แก่กันได้   คุณกล่าวว่า  "ถ้าเธอต้องการ เธอก็มานอนเตียงของฉันนี่ก็ได้  นอนหลับบนเตียงของฉันนี่  แล้วฉันจะนอนกับพื้นเอง  ยกเตียงให้เธอเลย"  ผมยกเตียงให้เพื่อนผมนอนเสมอๆ

ที่มา http://www.nzherald.co.nz/entertainment/news/article.cfm?c_id=1501119&objectid=10581092&ref=rss

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย (ภาษาอังกฤษ)  มีการบันทึกการรักษาของ ไมเคิล แจ็คสัน มีเอกสารอ้างอิงด้วย

Vitiligo and lupus, treatments and effects

Jackson's skin was a medium-brown color throughout his youth, but, starting in the early 1980s, his skin gradually grew more pale. This change gained widespread media coverage, including rumors that Jackson was bleaching his skin.[3] However, in the mid-1980s, Jackson was diagnosed with vitiligo and lupus, the latter of which is potentially lethal but was in remission in Jackson's case. Both conditions made Jackson sensitive to overexposure to sunlight, which could have caused his lupus condition to reawaken.[4] To treat both these conditions Jackson used Solaquin, Tretinoin and Benoquin. He also had hydroxychloroquine injected directly into his scalp regularly.[4] The treatments he used for his condition further lightened his skin tone, and with the application of pancake makeup to even out his skin tone, he could appear very pale.[4]

In February 1993, Jackson gave an unusually candid ninety-minute interview with Oprah Winfrey, Jackson's first television interview since 1979. During this interview, he dismissed suggestions that he bleached his skin, admitting publicly for the first time that he had the illness. The interview was watched by ninety million Americans, becoming the fourth most-viewed non-sport program in U.S. history. It also started a public discourse on the topic of vitiligo, a relatively unknown condition before then.[3][5][6][7] During the Australian leg of the HIStory World Tour, Jackson married his dermatologist's nurse, Deborah Jeanne Rowe.[8][9] The pair first met in the mid-1980s, when Jackson was diagnosed with vitiligo. She spent many years treating his illness as well as providing emotional support, and they built a strong friendship before becoming romantically involved.[10] The couple divorced in 1999 and remained friends thereafter.[11]

โรคด่างขาว โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (โรคพุ่มพวง)  การรักษา และผลกระทบ

ใน วัยเด็กผิวของแจ๊คสันเป็นสีน้ำตาลกลาง  แต่เมื่อต้นทศวรรษที่ 1980 ผิวของเขากลับมีสีซีดลงเรื่อยๆ  ความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกรายงานโดยสื่ออย่างกว้างขวาง รวมทั้งข่าวลือที่ว่าแจ๊คสันฟอกสีผิว  ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 แจ๊คสันได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัว เอง (หรือเรียกว่าโรคพุ่มพวง)  ซึ่งโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองนี้เป็นโรคอันตรายทำให้เสียชีวิตได้  แต่ในกรณีของแจ๊คสัน โรคนี้อยู่ในช่วงไม่สำแดงอาการรุนแรง  ทั้งโรคด่างขาวและโรคพุ่มพวงทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีความไวต่อแสงอาทิตย์  ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคพุ่มพวงกลับมากำเริบอีกครั้ง  แจ๊คสันใช้ Solaquin, Tretinoin และ Benoquin ในการรักษาอาการของโรคทั้งสอง  และยังต้องใช้hydroxychloroquine  ฉีดตรงเข้าที่หนังศรีษะเป็นประจำ  การรักษาโดยใช้ยาดังกล่าวทั้งหมดทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีสีซีดลงไปอีก  นอกจากนี้เขายังใช้เครื่องสำอางมาทาตามผิวเพื่อปกปิดให้สีผิวดูสม่ำเสมอ  ซึ่งเป็นผลทำให้ผิวของเขาดูซีดมาก

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993  แจ๊คสันให้สัมภาษณ์ในรายการของ โอปราห์ วินเฟรย์  ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์อย่างเจาะลึกเป็นเวลาถึง 90 นาที  นับเป็นการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของแจ๊คสันนับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา  ในรายการสัมภาษณ์นี้ เขาปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเขาฟอกสีผิว และยอมรับกับสาธารณะชนเป็นครั้งแรกว่าเขาป่วยด้วยโรคดังกล่าว  การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมชาวอเมริกัน 90 ล้านคน  นับว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่ไม่ใช่รายการกีฬา  และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรคด่าง ขาวให้กับสังคมอเมริกัน  ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก  ในช่วงการออกเวิลร์ดทัวร์ ในขณะที่อยู่ที่ออสเตรเลีย  แจ๊คสันแต่งงานกับ เด็บบอร่าห์ จีน โรว ซึ่งเป็นพยาบาลโรคผิวหนังของเขา  ทั้งคู่พบกันในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980  เมื่อแจ๊คสันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาว  เด็บบี้ โรว ใช้เวลาหลายปีในการช่วยรักษาอาการ รวมทั้งคอยให้กำลังใจแก่แจ๊คสัน  ทั้งสองมีมิตรภาพต่อกันที่มั่นคง จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นความรัก  ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี 1999  แต่ยังคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนไว้

ที่มา
 http://en.wikipedia.org/wiki/Physical_appearance_of_Michael_Jackson

เอามาจาก ที่นี่

สุดท้ายขอให้ท่านไมเคิล หลับให้สบายขอรับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณคับเรื่องที่สื่อไม่ค่อยเสมอHot! Hot! Hot!

#1 By ทอม on 2009-07-02 09:34

Hot! Hot!
ไม่มีใครไปวุ่นวายกับชีวิิตเขาแล้ว

#2 By wesong on 2009-07-02 09:55

โอ้ววว Hot!

#3 By eVeZaa on 2009-07-02 10:31

Hot! Hot! เป็นแฟนผลงานของท่านไมเคิ้ลแจ๊คสั่นเช่นกันค่ะ big smile

#4 By ~Nanshu SinKID~ on 2009-07-02 12:38

เพิ่งรู้เรื่องเองแฮะ
ที่แท้เค้าเป็นโรคด่างขาวนี่เอง

ได้รู้อีกมุมนึงของชีวิตเค้า ดูแล้วก็เป็นคนแบบเราเรานี่เอง
Hot!

#5 By Prae on 2009-07-02 13:30

คิดถึงสิ่งที่เขาต้องแบกไว้บนบ่า

บัดนี้มันไม่มีภาระนั้นอีกต่อไปแล้ว

#6 By Clepsydra:: on 2009-07-02 13:31

ขอให้เค้าไม่สู่สุคติค่ะ
big smile open-mounthed smile Hot!

#7 By Moo Duck Dick on 2009-07-02 13:37

สงสารเค้ามากๆค่ะ ทำไมคนต้องว่าเค้า ร่างกายเค้าก็เป็นของเค้า แต่หลายๆคนก็มองเค้าเหมือนไม่ใช่คน

ขอให้เค้าพบแต่คนที่รักเค้าในภายภาคหน้าด้วยเถิด...

#9 By เฟ on 2009-07-02 13:42

หลับให้สบายนะคะ

/ร้องไห้

Hot! Hot! Hot!

#10 By อคิเอง❤ on 2009-07-02 13:47

อ่านไปร้องไห้ไป...รักเขามากค่ะ
ขอให้เขาหลับสบาย ไม่ต้องกังวลไม่ต้องคิดอะไรแล้วน่ะค่ะ อยากจะบอกให้รุ้ไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวน่ะค่ะ...Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By Kurei on 2009-07-02 13:58

อ่านแล้วเศร้าเลย.. ชีวิตเขาน่าสงสารมากๆ
ได้ปลดภาระทั้งหลายทั้งปวงลงซะที หลับให้สบายนะคะ
.
.
แต่คิดถึงจังแฮะ T_T"
Hot!

#12 By Tam-ichi / mhapia on 2009-07-02 13:58

Hot! Hot!

#14 By Elta_kung on 2009-07-02 15:17

แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอะไรหลายอย่าง

ทำไมแจ็คสันต้องทำศัลยกรรมที่ใบหน้า จนแทบจะไม่เหมือนคนเดิม ทั้งจมูก ตา รูปปาก

และการทำก็ทำแบบที่เรียกว่า ให้ใกล้เคียงกับเผ่าคอร์เคซอย หรือคนขาว คนยุโรป มากขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมผิวของเขาถึงได้ขาวขึ้นเรื่อยๆ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต

ทำไมลูกๆ ของเขาทั้งสามคนถึงผิวขาว ทั้งสามคนไม่น่าจะมีเชื้อสายของคนผิวดำเลย

และอีกหลายๆ ข้อที่คงไม่มีใครจะให้คำตอบได้ดีไปกว่าตัวแจ็คสันเอง

#15 By padfoots on 2009-07-02 15:20

สื่อแพร่เรื่องได้แย่มาก ทำให้เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับไมเคิลแจ็กสันกันหมด angry smile



ขอให้สบายนะคะคุณไมเคิลแจ็กสัน Hot! Hot! Hot! Hot!

#16 By Cotton on 2009-07-02 16:30

เพิ่งรู้จริงๆเนี่ยว่าป่วยเป็นด่างขาว
สงสัยว่าทำไมไม่รู้ wink Hot!

#17 By ffr -_- on 2009-07-02 16:39

อ่านแล้วรู้สึกได้ครับ

อย่าเที่ยวไปตั้งฉายาให้ใครครับ เค้าก็มีหัวใจ ได้ยินแล้วก็เจ็บปวดเหมือนกับเราครับHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#18 By เสกเรนเจอร์ on 2009-07-02 16:53

Hot! Hot!

เพิ่งมารู้ว่าไมเคิลขาวเพราะโรคด่างขาวเมื่อไม่นานมานี้เอง sad smile


รู้สึกเหมือนเราเข้าใจเค้าผิดมาตลอดยังไงยังงั้น รู้สึกผิดจริงๆ

ยิ่งตอนที่ดูจากคลิปในยูตูบที่ไมเคิลพูดว่า
"ผมเป็นอเมริกันผิวดำ และผมก็ภูมิใจที่เป็นตัวผมเอง แต่ผู้คน(เข้าใจว่าหมายถึงสื่อ)กลับเอาแต่พูดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวผมเลย"

น้ำตาจะไหล

สื่อสามารถประโคมข่าวได้บิดเบือนอย่างงดงามมาก

#19 By {A}nDroMeda on 2009-07-02 17:09

R.I.P MJ

#20 By ที่พักหัวหิน (124.120.179.17) on 2009-07-02 17:21

ได้รู้เพิ่มหลายเรื่องจริงๆครับ
Hot!

#21 By Hiro on 2009-07-02 17:39

we love you, MJ

#22 By pekkychery on 2009-07-02 17:43

...
เป็นคนที่มีชีวิตที่น่าสงสาร
จะระลึกถึงเสมอ

RIP MJ
...

#23 By ~* SeLene *~ on 2009-07-02 17:48

#15 ทำไมผิวของเขาถึงได้ขาวขึ้นเรื่อยๆ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต

ข้อนี้น่าจะอ้างอิงถึงในเอนทรี่ได้

ว่าเพราะเขาเป็น โรคด่างขาว นี่คะ = =

รวมทั้งการรักษาโรคด้วย ^w^ ~

เรื่องลูกสามคนขาวนั่นก็สงสัยอยู่เหมือนกัน

ตอนแรกนึกว่าถ้ามีเชื้อคนผิวดำ จะดำกันหมดซะอีก

- -" เอ๊อ ... ไม่รู้ ~

แต่แอบรู้สึุกผิดที่เข้าใจไมเคิลผิด...
Hot! Hot!

#25 By ♕ Sinsters? on 2009-07-02 18:45

หนูก็คิดว่าเพราะเค้าเป้นโรคแหละค่ะ
แต่ว่าพ่อก็บอกว่าก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าฉีดยาหรือเป็นโรคกันแน่ sad smile
ชีวิตของไมเคิล ลำบากจริงๆ
ตอนนี้ก็ขอให้เค้าอยู่ในที่ๆสบาย ไม่ต้องลำบากอีกต่อไปนะคะ ..

#26 By Milkiiz❤ on 2009-07-02 18:54

KING OF POP FOREVER


Hot! Hot! Hot!




เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นยังไง

ตลอด 50 ปีของชีวิตเขา

ก็สร้างความสุขให้แก่คนบนโลกมากพอแล้วไม่ใช่เหรอ?

#27 By *REENNY* on 2009-07-02 18:56

RIP MJ ค่ะ
ว่าจะเขียนเอนทรีระลึกถึงเขาพรุ่งนี้ เพราะครบรอบวันตาย 7 วันพอดี
เราไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อะไรเขาหรอก แต่รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีชีวิตได้น่าสนใจและน่าสงสารมากๆ คนหนึ่ง ใจหายจริงๆ กับการจากไปของเขา

ช่วยตอบคุณ #15 นะคะ
สาเหตุที่ MJ ทำจมูกเพราะเขามีปมด้อยอย่างร้ายแรงมากจากวัยเด็กค่ะ พ่อของเขามักจะด่าว่าหน้าตาเขาน่าเกลียดโดยเฉพาะจมูก พอมเงิน เขาถึงไปทำจมูกก่อนนั่นเอง แต่เพราะการศัลยกรรมแต่ก่อนไม่ได้ดีเหมือนสมัยนี้ บวกกับเจอหมอเลี้ยงไข้ เขาจึงต้องทำแล้วทำเล่าอีกหลายครั้ง กระดูกที่แก้มและคางก็ถูกเอาไปใช้ซ่อมจุดนี้นั่นเองค่ะ

#28 By Dahlia on 2009-07-02 19:47

เราไม่ค่อยสนใจเรื่องส่วนตัวเขาสักเท่าไร เคยเข้าใจผิดคิดว่าเขาฟอกสีผิวให้ขาว แต่ก็ถือว่าเป็นสิทธิของเขา เพราะเขาก็คือมนุษย์ธรรมดาเหมือนคนทั่วๆไป เพียงแต่เขามีความสามารถพิเศษในการสร้างความบันเทิงให้กับโลกได้ เราเป็นคนเรียบร้อยนะ แต่มักจะแอบเต้นตามไมเคิลบ้างเหมือนกัีน เวลาดูคอนเสริตของเขาแล้วเห็นเขาเต้นรู้สึกว่าเขาเต้นได้เป็นจังหวะเดียวกับดนตรีจริงๆ
ชอบ ชอบ ชอบ
คุณจะอยู่ในความทรงจำของชาวโลกตลอดไป ไมเคิล แจคสันHot!
เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับเขามาสองเรื่องใหญ่ๆตลอด

R.I.Pนะคะ

#30 By syaolee on 2009-07-02 20:23

เพิ่งรู้อีกแง่มุมหนึ่ง ขอบคุณค่ะ Hot!

#31 By iDoi* on 2009-07-02 20:56

เศร้า
คิดถึงไมเคิล
สัปดาห์ที่ผ่านมาดูเวบเกี่ยวกับไมเคิลตลอดเลย
ไมเคิล ...เป็นคนมีพรสวรรค์ สุดวิเศษ



#32 By lolay on 2009-07-02 23:23

โอ อ่านแล้วจะร้องไห้ครับ

ผมเสียใจเช่นกันที่มองเขาในแง่ผิดๆมาตลอด

เหตุใดความจริงเหล่านี้ไม่กระจ่างก่อนที่เขาจะจากไปหนอ = =

RIP ไมเคิล คุณคือพระเจ้าของเด็กๆผู้ยากไร้ และราชาของพวกเราตลอดไปครับ

#33 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-07-02 23:39

เรื่องของ MJ ทำให้ผมเห็นสิ่งดี ๆ บางอย่างของมนุษย์ตรงที่...เมื่อใครคนหนึ่งได้ตายลง, พวกเราพยายามเลือกที่จะจดจำถึงความดีของคน ๆ นั้นเอาไว้มากกว่าที่จะขุดคุ้ยหาคำตอบในชีวิตบางแง่มุมที่อาจดูแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วไป...

เพราะบางครั้งการทำอย่างนั้นก้ไม่แตกต่างจากการหมิ่นเกียรติคนอย่างร้ายกาจ

อย่างไรก็ตาม, มันจพดีกว่าไหม หากเราจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับคนรอบข้างทุกคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่?

#34 By Highwind on 2009-07-02 23:43

Hot!
ที่จริง เราว่าเค้าน่าสงสารมากนะคะ
วัยเด็กก็ไม่มีเพราะคุณพ่อเข้มงวดมากๆ
น่าสงสาร ตอนนี้เค้าคงสบายแล้วล่ะค่ะ

วันนั้นเราดูสรุปชีวิตและผลงานของเค้าน่ะค่ะ
น่าเศร้าจัง

#35 By namnampai on 2009-07-03 12:50

เธอจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

#36 By pbmath on 2009-07-03 19:52

Hot! RIP

#37 By (^_^)/nana on 2009-07-03 20:32

Hot! 1 ดาวเลยสำหรับบทความนี้

#38 By ซารางเฮ on 2009-07-03 21:01

ณ ตอนนี้เค้าได้ใช้ชีวิตอย่างสงบแล้ว ...

ต่อจากนี้...จะไม่มีใครไปรบกวนเค้าได้อีกแล้ว

ไว้อาลัย แด่ ไมเคิล แจ็คสัน

#39 By Unique on 2009-07-04 07:32

MJ never dieHot! Hot! Hot!

#40 By ฉัน ชื่อ ยีน on 2009-07-04 13:20