กระผมรักไมเคิล แจ็คสัน
อยากดูคอนเสิร์ต ครั้งที่มาเล่นเมืองไทย เพื่อนๆหลายคนไปดูกัน
กระผมได้แต่อิจฉา เนื่องจากสมัยก่อนไม่ค่อยมีเงินซักเท่าไหร่
ทุกครั้งที่มีงานมิวสิควิดีโอของไมเคิล จะตื่นเต้นมากที่เห็นครั้งแรก
ผมคิดว่าไมเคิล เป็นมนุษย์ต่างดาวที่รักโลก เเล้วลงมาอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับโลก
แต่เค้าก็ไม่สามารถเข้ากับชาวโลกได้ แม้จะพยายามซักเท่าไหร่
ในที่สุดก็ต้องจากไป
สามสี่วันนี้นั่งหาเรื่องของไมเคิลทางเน็ต นั่งอ่านไปเรื่อย ดู youtube ไป น้ำตาซึมไป
ในยุคของเรา ได้มี ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ มาก สุดท้ายก็จากไปก่อนเวลาเหมือนคนอื่นๆ
กระผมไปเจอในพันทิปมาขอรับเลยเอามาลง
ไมเคิล ให้สัมภาษณ์ในรายการของ Oprah Winfrey เมื่อปี 1993 ว่าเขาเป็นโรคด่างขาว
"I
have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my
family. We're trying to control it. I am a black American."
- Oprah Winfrey interview, 1993
แปล--ผม
มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง
ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย
มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่
ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง
มีเรื่องที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องอื่นๆ น่าสงสารมาก
Michael Jackson, the late King of Pop, in his own words:
I
love ET 'cos it reminds me of me. Someone from another world coming
down and you becoming friends with them and this person is, like, 800
years old and he's filling you with all kinds of wisdom and he can
teach you to fly. That whole fantasy thing which I think is great. I
mean, who don't wanna fly?"
- Smash Hits, 1983
ผมรักหนัง
เรื่อง อีที เพราะมันทำให้ผมนึกถึงตัวของผมเอง เป็นใครคนหนึ่งจากโลกอื่น
มายังโลกของเรา และมาเป็นเพื่อนกับเรา เจ้าคนต่างดาวนี้แบบว่าแก่มาก
มีอายุถึง 800 ปี เขาเอาปัญญาต่างๆ มามอบให้คุณ
แล้วยังสอนคุณให้บินได้ด้วย
เป็นเรื่องในจินตนาการที่ผมคิดว่ายอดเยี่ยมมาก ผมว่า
ใครล่ะที่ไม่อยากบินได้
"I was so little when we began to work on
our music that I don't remember much about it. When you're a
showbusiness child people make a lot of decisions concerning your life
when you're out of the room."
- autobiography Moonwalk, 1988
ผม
ยังเล็กมากเมื่อผมเริ่มต้นทำงานดนตรี
เล็กมากจนกระทั่งผมจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้ เมื่อคุณเป็นดาราเด็ก
จะมีคนมาตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคุณให้กับคุณมากมาย
ในขณะที่ตัวคุณเองอยู่นอกห้อง
"I believe I'm one of the loneliest people in the world."
- Moonwalk, 1988
ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก
"I
have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my
family. We're trying to control it. I am a black American."
- Oprah Winfrey interview, 1993
ผม
มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง
ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย
มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่
ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง
"Wacko Jacko - where'd that come
from? Some English tabloid. I have a heart and I have feelings. I feel
that when you do that to me. It's not nice. Don't do it. I'm not a
'wacko'."
- Barbara Walters interview, 1997
แวคโค แจ๊คโค
คำนี้มาจากไหนนะ จากพวกแทบลอยด์ใช่ไหม ผมเป็นคนมีหัวใจ และมีความรู้สึก
ผมรู้สึกเจ็บเวลาคุณทำไม่ดีกับผม มันไม่ดีเลย อย่าเรียกผมอย่างนั้น
ผมไม่ใช่ ตัวประหลาด
"I'd slit my wrists rather than hurt a
child. I could never do that. No one will ever know how much these
wicked rumours have hurt me."
- Daily Mirror, 1999
ให้ผม
เฉือนข้อมือตัวเองเสียดีกว่าที่จะทำร้ายเด็ก
ผมไม่มีวันทำร้ายเด็กเป็นอันขาด
ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือที่เลวร้ายพวกนี้ทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน
"My father was a management genius. But what I really wanted was a dad."
- Oxford Union speech, 2001
พ่อของผมเป็นผู้จัดการที่เก่งฉกาจ แต่ผมต้องการ "พ่อ" ไม่ใช่ผู้จัดการ
"I
see God in the face of children. If there were no children on this
Earth, if somebody announced that all kids are dead, I would jump off
the balcony immediately. I'm done."
- Martin Bashir documentary, 2003
ผม
เห็นพระเจ้าในดวงหน้าของเด็กๆ ถ้าในโลกนี้ไม่มีเด็ก
ถ้ามีใครซักคนประกาศว่าเด็กทั้งโลกตายหมด ผมจะกระโดดตึกตายทันที
ผมจะไม่อยู่อีกต่อไป
"Why can't you share your bed? That's the
most loving thing to do, to share your bed with someone. You say, 'You
can have my bed if you want it. Sleep in it. I'll sleep on the floor.
It's yours.' I always give the beds to the company."
- Bashir documentary, 2003
ทำไม
เราจะให้คนอื่นนอนบนเตียงเราไม่ได้
การที่ให้คนอื่นนอนบนเตียงของเรามันเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดที่เราจะทำให้
แก่กันได้ คุณกล่าวว่า "ถ้าเธอต้องการ เธอก็มานอนเตียงของฉันนี่ก็ได้
นอนหลับบนเตียงของฉันนี่ แล้วฉันจะนอนกับพื้นเอง ยกเตียงให้เธอเลย"
ผมยกเตียงให้เพื่อนผมนอนเสมอๆ
ที่มา http://www.nzherald.co.nz/entertainment/news/article.cfm?c_id=1501119&objectid=10581092&ref=rss
ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย (ภาษาอังกฤษ) มีการบันทึกการรักษาของ ไมเคิล แจ็คสัน มีเอกสารอ้างอิงด้วย
Vitiligo and lupus, treatments and effects
Jackson's
skin was a medium-brown color throughout his youth, but, starting in
the early 1980s, his skin gradually grew more pale. This change gained
widespread media coverage, including rumors that Jackson was bleaching
his skin.[3] However, in the mid-1980s, Jackson was diagnosed with
vitiligo and lupus, the latter of which is potentially lethal but was
in remission in Jackson's case. Both conditions made Jackson sensitive
to overexposure to sunlight, which could have caused his lupus
condition to reawaken.[4] To treat both these conditions Jackson used
Solaquin, Tretinoin and Benoquin. He also had hydroxychloroquine
injected directly into his scalp regularly.[4] The treatments he used
for his condition further lightened his skin tone, and with the
application of pancake makeup to even out his skin tone, he could
appear very pale.[4]
In February 1993, Jackson gave an unusually
candid ninety-minute interview with Oprah Winfrey, Jackson's first
television interview since 1979. During this interview, he dismissed
suggestions that he bleached his skin, admitting publicly for the first
time that he had the illness. The interview was watched by ninety
million Americans, becoming the fourth most-viewed non-sport program in
U.S. history. It also started a public discourse on the topic of
vitiligo, a relatively unknown condition before then.[3][5][6][7]
During the Australian leg of the HIStory World Tour, Jackson married
his dermatologist's nurse, Deborah Jeanne Rowe.[8][9] The pair first
met in the mid-1980s, when Jackson was diagnosed with vitiligo. She
spent many years treating his illness as well as providing emotional
support, and they built a strong friendship before becoming
romantically involved.[10] The couple divorced in 1999 and remained
friends thereafter.[11]
โรคด่างขาว โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (โรคพุ่มพวง) การรักษา และผลกระทบ
ใน
วัยเด็กผิวของแจ๊คสันเป็นสีน้ำตาลกลาง แต่เมื่อต้นทศวรรษที่ 1980
ผิวของเขากลับมีสีซีดลงเรื่อยๆ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกรายงานโดยสื่ออย่างกว้างขวาง
รวมทั้งข่าวลือที่ว่าแจ๊คสันฟอกสีผิว ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980
แจ๊คสันได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัว
เอง (หรือเรียกว่าโรคพุ่มพวง)
ซึ่งโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองนี้เป็นโรคอันตรายทำให้เสียชีวิตได้
แต่ในกรณีของแจ๊คสัน โรคนี้อยู่ในช่วงไม่สำแดงอาการรุนแรง
ทั้งโรคด่างขาวและโรคพุ่มพวงทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีความไวต่อแสงอาทิตย์
ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคพุ่มพวงกลับมากำเริบอีกครั้ง แจ๊คสันใช้
Solaquin, Tretinoin และ Benoquin ในการรักษาอาการของโรคทั้งสอง
และยังต้องใช้hydroxychloroquine ฉีดตรงเข้าที่หนังศรีษะเป็นประจำ
การรักษาโดยใช้ยาดังกล่าวทั้งหมดทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีสีซีดลงไปอีก
นอกจากนี้เขายังใช้เครื่องสำอางมาทาตามผิวเพื่อปกปิดให้สีผิวดูสม่ำเสมอ
ซึ่งเป็นผลทำให้ผิวของเขาดูซีดมาก
ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993
แจ๊คสันให้สัมภาษณ์ในรายการของ โอปราห์ วินเฟรย์
ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์อย่างเจาะลึกเป็นเวลาถึง 90 นาที
นับเป็นการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของแจ๊คสันนับตั้งแต่ปี
1979 เป็นต้นมา ในรายการสัมภาษณ์นี้ เขาปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเขาฟอกสีผิว
และยอมรับกับสาธารณะชนเป็นครั้งแรกว่าเขาป่วยด้วยโรคดังกล่าว
การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมชาวอเมริกัน 90 ล้านคน
นับว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4
ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่ไม่ใช่รายการกีฬา
และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรคด่าง
ขาวให้กับสังคมอเมริกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ในช่วงการออกเวิลร์ดทัวร์ ในขณะที่อยู่ที่ออสเตรเลีย แจ๊คสันแต่งงานกับ
เด็บบอร่าห์ จีน โรว ซึ่งเป็นพยาบาลโรคผิวหนังของเขา
ทั้งคู่พบกันในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980
เมื่อแจ๊คสันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาว เด็บบี้ โรว
ใช้เวลาหลายปีในการช่วยรักษาอาการ รวมทั้งคอยให้กำลังใจแก่แจ๊คสัน
ทั้งสองมีมิตรภาพต่อกันที่มั่นคง จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นความรัก
ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี 1999 แต่ยังคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนไว้
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Physical_appearance_of_Michael_Jackson
เอามาจาก ที่นี่
สุดท้ายขอให้ท่านไมเคิล หลับให้สบายขอรับ