childhood

posted on 03 Jul 2009 01:19 by alienboon  in cats-and-me

เอามาจากผู้จัดการขอรับ  เป็นเพลงที่เค้าแต่งเอง

http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072861 


 

 
 
 
        Have you seen my Childhood? I'm searching for the world that I come from
       'Cause I've been looking around In the lost and found of my heart
       No one understands me
       They view it as such strange eccentricities
       'Cause I keep kidding around Like a child, but pardon me

       
       คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า? ผมเฝ้าค้นหาโลกที่ผมจากมา
       เพราะผมเคยเฝ้ารอสิ่งที่สูญหายไปจากใจของผม
       ไม่มีใครเข้าใจผมเลย
       พวกเขามองว่ามันเป็นสิ่งแปลกประหลาด
       เพราะผมชอบทำตัวสนุกสนานเหมือนกับเด็กๆ แต่ยกโทษผมเถอะน่ะ
       
       
People say I'm not okay(strange that way) Cause I love such elementary things
       It's been my fate to compensate, for the Childhood I've never known

       
       ใครๆ ก็ว่าผมไม่ปกติ(ที่แปลกประหลาดอย่างนี้) เพราะว่าผมรักในสิ่งที่แสนจะเรียบง่าย
       มันจึงกลายเป็นชะตากรรมของผมที่ต้องค้นหาสิ่งที่จะชดเชย ให้กับวัยเยาว์ ที่ผมไม่รู้จัก
       
       
Have you seen my Childhood? I'm searching for that wonder in my youth
       Like pirates in adventurous dreams,Of conquest and kings on the throne...
       Like fantastical stories to share
       But the dreams I would dare, watch me fly
       

       คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า? ผมเฝ้าค้นหาความงดงามในช่วงวัยเด็กของผม
       ทั้งโจรสลัดผจญภัยในความฝัน การบุกพิชิต และราชาครองบัลลังก์
       ทั้งนิทานเหนือจินตนาการที่มาแบ่งกันเล่าให้ฟัง
       ในความฝันผมจะเปี่ยมด้วยความกล้า มองผมบินซิ
       
       
Before you judge me, try hard to love me,
       Look within your heart then ask
       The painful youth I've had
       
       Have you seen my Childhood

       
       ก่อนที่คุณจะตัดสินอะไรผม พยายามรักผมก่อนได้ไหม
       โปรดมองลึกๆ เข้าไปในใจคุณก่อนที่จะตั้งคำถามกับผม
       ความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ผมได้รับ
       
       คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า? 
 
  โดย อดิศร Hungry For More 

edit @ 3 Jul 2009 01:25:53 by alienboon

edit @ 3 Jul 2009 01:27:59 by alienboon

กระผมรักไมเคิล แจ็คสัน

อยากดูคอนเสิร์ต ครั้งที่มาเล่นเมืองไทย  เพื่อนๆหลายคนไปดูกัน

กระผมได้แต่อิจฉา  เนื่องจากสมัยก่อนไม่ค่อยมีเงินซักเท่าไหร่

ทุกครั้งที่มีงานมิวสิควิดีโอของไมเคิล  จะตื่นเต้นมากที่เห็นครั้งแรก

ผมคิดว่าไมเคิล เป็นมนุษย์ต่างดาวที่รักโลก เเล้วลงมาอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับโลก

แต่เค้าก็ไม่สามารถเข้ากับชาวโลกได้  แม้จะพยายามซักเท่าไหร่

ในที่สุดก็ต้องจากไป

สามสี่วันนี้นั่งหาเรื่องของไมเคิลทางเน็ต  นั่งอ่านไปเรื่อย  ดู youtube ไป น้ำตาซึมไป

ในยุคของเรา ได้มี ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ มาก  สุดท้ายก็จากไปก่อนเวลาเหมือนคนอื่นๆ

กระผมไปเจอในพันทิปมาขอรับเลยเอามาลง

 ไมเคิล ให้สัมภาษณ์ในรายการของ Oprah Winfrey เมื่อปี 1993 ว่าเขาเป็นโรคด่างขาว

"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American."

- Oprah Winfrey interview, 1993

แปล--ผม มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม  เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่  ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง


มีเรื่องที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องอื่นๆ  น่าสงสารมาก

Michael Jackson, the late King of Pop, in his own words:

I love ET 'cos it reminds me of me. Someone from another world coming down and you becoming friends with them and this person is, like, 800 years old and he's filling you with all kinds of wisdom and he can teach you to fly. That whole fantasy thing which I think is great. I mean, who don't wanna fly?"

- Smash Hits, 1983

ผมรักหนัง เรื่อง อีที  เพราะมันทำให้ผมนึกถึงตัวของผมเอง  เป็นใครคนหนึ่งจากโลกอื่น มายังโลกของเรา และมาเป็นเพื่อนกับเรา  เจ้าคนต่างดาวนี้แบบว่าแก่มาก มีอายุถึง 800 ปี  เขาเอาปัญญาต่างๆ มามอบให้คุณ  แล้วยังสอนคุณให้บินได้ด้วย  เป็นเรื่องในจินตนาการที่ผมคิดว่ายอดเยี่ยมมาก  ผมว่า ใครล่ะที่ไม่อยากบินได้

"I was so little when we began to work on our music that I don't remember much about it. When you're a showbusiness child people make a lot of decisions concerning your life when you're out of the room."

- autobiography Moonwalk, 1988

ผม ยังเล็กมากเมื่อผมเริ่มต้นทำงานดนตรี เล็กมากจนกระทั่งผมจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้  เมื่อคุณเป็นดาราเด็ก จะมีคนมาตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคุณให้กับคุณมากมาย ในขณะที่ตัวคุณเองอยู่นอกห้อง

"I believe I'm one of the loneliest people in the world."

- Moonwalk, 1988

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก

"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American."

- Oprah Winfrey interview, 1993

ผม มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม  เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่  ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง

"Wacko Jacko - where'd that come from? Some English tabloid. I have a heart and I have feelings. I feel that when you do that to me. It's not nice. Don't do it. I'm not a 'wacko'."

- Barbara Walters interview, 1997

แวคโค แจ๊คโค  คำนี้มาจากไหนนะ  จากพวกแทบลอยด์ใช่ไหม  ผมเป็นคนมีหัวใจ และมีความรู้สึก  ผมรู้สึกเจ็บเวลาคุณทำไม่ดีกับผม  มันไม่ดีเลย  อย่าเรียกผมอย่างนั้น  ผมไม่ใช่ ตัวประหลาด

"I'd slit my wrists rather than hurt a child. I could never do that. No one will ever know how much these wicked rumours have hurt me."

- Daily Mirror, 1999

ให้ผม เฉือนข้อมือตัวเองเสียดีกว่าที่จะทำร้ายเด็ก  ผมไม่มีวันทำร้ายเด็กเป็นอันขาด  ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือที่เลวร้ายพวกนี้ทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน

"My father was a management genius. But what I really wanted was a dad."

- Oxford Union speech, 2001

พ่อของผมเป็นผู้จัดการที่เก่งฉกาจ  แต่ผมต้องการ "พ่อ" ไม่ใช่ผู้จัดการ

"I see God in the face of children. If there were no children on this Earth, if somebody announced that all kids are dead, I would jump off the balcony immediately. I'm done."

- Martin Bashir documentary, 2003

ผม เห็นพระเจ้าในดวงหน้าของเด็กๆ  ถ้าในโลกนี้ไม่มีเด็ก  ถ้ามีใครซักคนประกาศว่าเด็กทั้งโลกตายหมด  ผมจะกระโดดตึกตายทันที  ผมจะไม่อยู่อีกต่อไป

"Why can't you share your bed? That's the most loving thing to do, to share your bed with someone. You say, 'You can have my bed if you want it. Sleep in it. I'll sleep on the floor. It's yours.' I always give the beds to the company."

- Bashir documentary, 2003

ทำไม เราจะให้คนอื่นนอนบนเตียงเราไม่ได้  การที่ให้คนอื่นนอนบนเตียงของเรามันเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดที่เราจะทำให้ แก่กันได้   คุณกล่าวว่า  "ถ้าเธอต้องการ เธอก็มานอนเตียงของฉันนี่ก็ได้  นอนหลับบนเตียงของฉันนี่  แล้วฉันจะนอนกับพื้นเอง  ยกเตียงให้เธอเลย"  ผมยกเตียงให้เพื่อนผมนอนเสมอๆ

ที่มา http://www.nzherald.co.nz/entertainment/news/article.cfm?c_id=1501119&objectid=10581092&ref=rss

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย (ภาษาอังกฤษ)  มีการบันทึกการรักษาของ ไมเคิล แจ็คสัน มีเอกสารอ้างอิงด้วย

Vitiligo and lupus, treatments and effects

Jackson's skin was a medium-brown color throughout his youth, but, starting in the early 1980s, his skin gradually grew more pale. This change gained widespread media coverage, including rumors that Jackson was bleaching his skin.[3] However, in the mid-1980s, Jackson was diagnosed with vitiligo and lupus, the latter of which is potentially lethal but was in remission in Jackson's case. Both conditions made Jackson sensitive to overexposure to sunlight, which could have caused his lupus condition to reawaken.[4] To treat both these conditions Jackson used Solaquin, Tretinoin and Benoquin. He also had hydroxychloroquine injected directly into his scalp regularly.[4] The treatments he used for his condition further lightened his skin tone, and with the application of pancake makeup to even out his skin tone, he could appear very pale.[4]

In February 1993, Jackson gave an unusually candid ninety-minute interview with Oprah Winfrey, Jackson's first television interview since 1979. During this interview, he dismissed suggestions that he bleached his skin, admitting publicly for the first time that he had the illness. The interview was watched by ninety million Americans, becoming the fourth most-viewed non-sport program in U.S. history. It also started a public discourse on the topic of vitiligo, a relatively unknown condition before then.[3][5][6][7] During the Australian leg of the HIStory World Tour, Jackson married his dermatologist's nurse, Deborah Jeanne Rowe.[8][9] The pair first met in the mid-1980s, when Jackson was diagnosed with vitiligo. She spent many years treating his illness as well as providing emotional support, and they built a strong friendship before becoming romantically involved.[10] The couple divorced in 1999 and remained friends thereafter.[11]

โรคด่างขาว โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (โรคพุ่มพวง)  การรักษา และผลกระทบ

ใน วัยเด็กผิวของแจ๊คสันเป็นสีน้ำตาลกลาง  แต่เมื่อต้นทศวรรษที่ 1980 ผิวของเขากลับมีสีซีดลงเรื่อยๆ  ความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกรายงานโดยสื่ออย่างกว้างขวาง รวมทั้งข่าวลือที่ว่าแจ๊คสันฟอกสีผิว  ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 แจ๊คสันได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัว เอง (หรือเรียกว่าโรคพุ่มพวง)  ซึ่งโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองนี้เป็นโรคอันตรายทำให้เสียชีวิตได้  แต่ในกรณีของแจ๊คสัน โรคนี้อยู่ในช่วงไม่สำแดงอาการรุนแรง  ทั้งโรคด่างขาวและโรคพุ่มพวงทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีความไวต่อแสงอาทิตย์  ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคพุ่มพวงกลับมากำเริบอีกครั้ง  แจ๊คสันใช้ Solaquin, Tretinoin และ Benoquin ในการรักษาอาการของโรคทั้งสอง  และยังต้องใช้hydroxychloroquine  ฉีดตรงเข้าที่หนังศรีษะเป็นประจำ  การรักษาโดยใช้ยาดังกล่าวทั้งหมดทำให้ผิวหนังของแจ๊คสันมีสีซีดลงไปอีก  นอกจากนี้เขายังใช้เครื่องสำอางมาทาตามผิวเพื่อปกปิดให้สีผิวดูสม่ำเสมอ  ซึ่งเป็นผลทำให้ผิวของเขาดูซีดมาก

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993  แจ๊คสันให้สัมภาษณ์ในรายการของ โอปราห์ วินเฟรย์  ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์อย่างเจาะลึกเป็นเวลาถึง 90 นาที  นับเป็นการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของแจ๊คสันนับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา  ในรายการสัมภาษณ์นี้ เขาปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าเขาฟอกสีผิว และยอมรับกับสาธารณะชนเป็นครั้งแรกว่าเขาป่วยด้วยโรคดังกล่าว  การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมชาวอเมริกัน 90 ล้านคน  นับว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่ไม่ใช่รายการกีฬา  และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโรคด่าง ขาวให้กับสังคมอเมริกัน  ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก  ในช่วงการออกเวิลร์ดทัวร์ ในขณะที่อยู่ที่ออสเตรเลีย  แจ๊คสันแต่งงานกับ เด็บบอร่าห์ จีน โรว ซึ่งเป็นพยาบาลโรคผิวหนังของเขา  ทั้งคู่พบกันในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980  เมื่อแจ๊คสันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาว  เด็บบี้ โรว ใช้เวลาหลายปีในการช่วยรักษาอาการ รวมทั้งคอยให้กำลังใจแก่แจ๊คสัน  ทั้งสองมีมิตรภาพต่อกันที่มั่นคง จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นความรัก  ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี 1999  แต่ยังคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนไว้

ที่มา
 http://en.wikipedia.org/wiki/Physical_appearance_of_Michael_Jackson

เอามาจาก ที่นี่

สุดท้ายขอให้ท่านไมเคิล หลับให้สบายขอรับ